Bundit

Bundit
คุณบัณฑิต อึ้งรังษี

ในการที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น หลายคนต่างมีหลักการที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับคุณ บัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยผู้คุมวงออร์เคสตร้าในระดับโลกผู้นี้ ได้ยึดคติพจน์ที่ว่า “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” เป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเช่นปัจจุบันนี้

คุณบัณฑิตได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นวาทยกรรุ่นใหม่ที่สำคัญคน หนึ่งของโลก จากการที่เขาได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันวาทยกรระดับนานาชาติหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุด ในการแข่งขัน Maazel - Vilar International Conducting Competition ซึ่งเป็นการแข่งขันวาทยกรที่สำคัญที่สุดในโลก ณ คาร์เนกีฮอลล์ มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2545 โดยเป็นผู้ชนะเลิศจากผู้แข่งขัน 362 คนทั่วโลก

ความสำเร็จของคุณบัณฑิต เริ่มจากการ “คิดใหญ่” หรือที่เรียกติดปากว่า “Dream Big” คุณบัณฑิตได้เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประสบการณ์และโอกาสที่ถือว่าเป็นจุด เริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การเริ่มต้นเป็นวาทยกร หรือ Conductor อย่างจริงจังเมื่อตอนไปเรียนที่ออสเตรเลีย

“ผมเริ่มมีความสนใจด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 13 ปี และเริ่มตั้งใจเรียนเพิ่มเติมอย่างจริงจังตอนที่เรียนปริญญาตรีปีหนึ่งด้าน บริหารธุรกิจที่ ABAC จากความสนใจด้านดนตรีของผมและความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ผมเรียน จบด้านธุรกิจ ทำให้ผมต้องแสวงหาที่เรียนที่จะสามารถเรียนจบทั้ง 2 ปริญญาได้ภายในระยะเวลา 3 ปี ผมจึงตัดสินใจเทียบโอนหน่วยกิต จาก ABAC ไปเรียนที่ University of Wollongong ที่ออสเตรเลีย ผมใช้เวลาเพียง 3 ปีในการเรียนปริญญาตรี 2 ใบพร้อมกันที่นั่น คือ Bachelor of Creative Arts และ Bachelor of Commerce ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หนักมาก ทั้งต้องเอาใจใส่การเรียนทางวิชาการ เข้าห้องเรียน เข้าห้องสมุด ทำรายงานส่งอาจารย์ และต้องเรียนเสริมและซ้อมดนตรีเพื่อฝึกทักษะทางดนตรีให้ได้มากที่สุด

ความที่ผมชอบ Dream Big เสมอ และมีความมุ่งมั่นที่จะมีชื่อเสียงด้านดนตรี ผมจึงตั้งเป้าไว้ว่าอยากจะมีชื่อเสียงระดับโลกให้ได้ หากเล่นเครื่องดนตรีอื่น ๆ คงต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก จึงจะสู้คนอื่นได้ แต่การเรียน Conducting หรือการเป็นวาทยกรนั้น เป็นอาชีพที่ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นฝึกฝน และเป็นสิ่งที่ผมจะสามารถสู้เพื่อความเป็นที่หนึ่งให้ได้ ผมจึงตัดสินใจที่จะเริ่มเป็น Conductor และเนื่องจากผมทราบดีว่าในระดับปริญญาตรีนั้นไม่ค่อยมีให้เลือกเรียนด้านนี้ โดยตรง ส่วนมากจะมีในระดับปริญญาโท ผมจึงต้องเริ่มจากการเรียนรู้พื้นฐานด้านดนตรีในหลักสูตร Creative Arts ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ผมได้ฝึกฝนทักษะด้าน Conducting จากอาจารย์ที่เก่งที่สุดที่ออสเตรเลียในขณะนั้น ผมวางแผนการศึกษาและทำงานดนตรีวันละ 14 ชั่วโมง โดยได้ไปฝึกซ้อมที่ Sydney Conservatorium of Music และเริ่มทำงาน Conducting อย่างจริงจัง ทั้งคุมวงออร์เคสตร้าและโอเปร่าระดับมืออาชีพ ซึ่งมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่นเลย

ผมถือว่าประเทศออสเตรเลียได้ปูทางและให้โอกาสที่ดีที่สุดแก่ผม นั่นคือ การที่ผมได้เริ่ม Conduct ครั้งแรกในคอนเสิร์ตที่ออสเตรเลีย เมื่อตอนอายุ 20 ปี ซึ่งเป็นการเล่นคอนเสิร์ตร่วมกันระหว่างวงดนตรีของมหาวิทยาลัยและวงข้างนอก ขณะนั้นที่ออสเตรเลียยังไม่ค่อยมีคนเรียนด้านนี้มาก ไม่มีคู่แข่งเยอะ โอกาสทั้งหมดจึงมาอยู่ที่ผม การเรียน Conducting นั้นสำคัญที่การได้ Conduct วงดนตรีจริง ๆ หากอยู่ในที่อื่นที่มีคู่แข่งมาก ผมอาจไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือมากมายเท่าตอนนั้น การที่เราได้เริ่มเร็ว ทำให้เรามีประสบการณ์และได้เปรียบคนอื่นมาก

ที่ออสเตรเลีย ผมประทับใจทั้งบรรยากาศ ความสงบร่มรื่น เพื่อน ๆ ที่คอยให้กำลังใจและร่วมชมคอนเสิร์ตผมตลอด การได้รู้จักคนจากการอยู่ร่วมหอพักมหาวิทยาลัย ทำให้ผมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและการปรับตัวให้เข้ากับคนที่มาจากหลากหลาย ประเทศ ต่างวัฒนธรรม ต่างความคิด อุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครัน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียบพร้อม ทำให้ผมสนุกกับเรียน และเปิดโลกทัศน์อันกว้างไกลให้กับผม

ผลงานหรือเทปการแสดงคอนเสิร์ตหลายชิ้นที่ออสเตรเลีย ทำให้ผมเป็น 1  ใน 2 คนที่ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จากคนสมัครทั้งหมด 300 คนในตอนนั้น และหลังจากชนะการแข่งขันที่สหรัฐอเมริกา ผมก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นและมีประตูเปิดกว้างสำหรับผมในอีกหลายประเทศ ทั้งยุโรปและเอเซีย

การทำงานในต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนไทย ความมั่นใจในตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผมคิดเสมอว่า ต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าเราเก่งจริง ก็จะไม่มีใครมาเหยียดเราได้ สุดท้ายฝรั่งก็ต้องยอมรับในความสามารถของเรา

ผมมีความตั้งใจที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย การที่เราได้ทำงานร่วมกับวงดนตรีทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติรู้ว่าคนไทยมีความสามารถในการคุมนักดนตรีต่างประเทศได้ ซึ่งวงดนตรีคลาสสิคนั้นถือว่าเป็นสิ่งสูงส่งทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ผมได้เขียนเล่าประสบการณ์การเป็นวาทยากรของผมไว้ในหนังสือ “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” เพื่อที่จะเป็นกำลังใจฝากถึงคนรุ่นหลังให้ Dream Big เข้าไว้ กล้าคิดให้ใหญ่ ทำตามเสียงของหัวใจ ทำในสิ่งที่เราอยากทำ และเชื่อมั่นในความเพียรพยายาม แล้วความสำเร็จจะตามมา”

 

Sidebar

  • Print this pageสั่งพิมพ์หน้านี้
  • Send this page to a friendการติดต่อกับเรา